แก๊สขึ้นราคา ประชาอย่างเราจงคุ้มครองตัวเอง

วิกฤตนี้จะว่าไปแล้วมันก็ทำให้คนหันมาใส่ใจในชีวิตกันมากขึ้น เช่น บอกว่าจะบริหารเวลาให้ดีขึ้น จะลงมือทำกับข้าวกินเอง

เรื่องราคาก๊าซหุงต้มขึ้น กก. ละ 50 สตางค์ ร้านอาหารหลายที่ขึ้นราคาทันที ไม่ขอออกความเห็นละกันเพราะไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบ ไม่รู้จะโวยไปทำไม บางกระแสก็บอกว่าไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยคิดแล้วมันกระทบน้อยมากอย่าดัดจริต อีกฟากที่กำลังตระหนกเรื่องแพงทั้งแผ่นดินก็กำลังเครียดจุกอก จะเดือดร้อนไม่เดือดร้อนมันอยู่ที่ใครมากกว่ามั้ง สภาพชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน

… แต่อยากเขียนในมุมนึงที่ได้ฟังข่าวเมื่อเช้าคือ นักข่าวไปสัมภาษณ์มนุษย์เงินเดือนตามต่างจังหวัด มีครอบครัวนึงที่ทางใต้บอกว่ามีกัน 3 ชีวิต ซื้อข้าวกล่องกิน 3 กล่องเดิมอาจจะจ่ายกล่องละ 30-35 บาท ตอนนี้ 40-45 บาทแล้ว คงต้องบริหาร เงิน และ เวลา ในชีวิตกันให้ดีขึ้น เพื่อจะได้มาลดการกินข้าวนอกบ้านและมาทำกับข้าวกินกันเอง

ส่วนอีกรายหนุ่มโสดจากเชียงใหม่บอกว่าเงินเดือน 45,000 บาท ใช้ประมาณ 28,000 บาท ที่เหลือก็เก็บออม แต่ต่อไปคงลดการสังสรรค์ การกินข้าวนอกบ้าน

มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน

วิกฤตนี้จะว่าไปแล้วมันก็ทำให้คนหันมาใส่ใจในชีวิตกันมากขึ้น เช่น บอกว่าจะบริหารเวลาให้ดีขึ้น จะลงมือทำกับข้าวกินเอง แต่การลดการกินใช้นอกบ้านสักพักมันก็ต้องกระทบเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน

ขอร้อง อย่าไป ไม่เดือดร้อน หรือ เดือดร้อน แทนเขาเลยเพราะบางทีที่ออกมา แว๊น แว๊น ก็ไม่ได้เดือดร้อน หรือ กระทบกับตัวเองหรอก แต่อยากออกมาปกป้องความชอบธรรมของกลุ่มการเมืองที่ตัวเองมีศรัทธาอยู่ ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้หยิบยกมาพูดถึง แล้วก็ไม่ได้เอามาแก้ … ประชาชนอย่างเราจงคุ้มครองตัวเอง อย่าไปรอรัฐหรือเสรีชนที่ไหนจะมาช่วย สำรวจตัวเองและทำในสิ่งที่เราทำได้ก่อนน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีกว่าและยั่งยืน

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ทำกับข้าว

“Tell me and I forget,
teach me and I may remember,
involve me and I learn.”

― Benjamin Franklin

Jamie Oliver – photo credit imekuwait.blogspot.com

รักลูกให้ลูกหัดทำกับข้าวให้เป็นเสียแต่วันนี้เถิด เมื่อวานเขียนบทความเรื่องร้านcookbook ร้่านของชำขายผักผลไม้ขายอาหารที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดสารพิษใน LA ก็สะเทือนใจเบาๆว่าถ้าจะได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ จะต้องจ่ายสูงกว่าราคาเฉลี่ยทั่วไปหลายเท่า บางครั้งสูงถึง 7 เท่าเชียวหรือ? การที่จะมีชีวิตที่มีคุณภาพอีกวิธีหนึ่งคือการใช้เงินเข้าแลกและดุเหมือนจะเป็นค่านิยมหลักไปเสียแล้ว ยังมีเรื่องราวที่น่าตกใจอีกมากมายเช่นเมื่อครั้งที่ Jamie Oliver ไปทำรายการที่สหรัฐและมีเด็กๆที่ไม่รู้จักผักเลยแม้แต่ชนิดเดียว ในอังกฤษและออสเตรเลียต่างก็ประสบปัญหาแนวๆเดียวกัน

อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง มากมายที่อุตสาหกรรมอาหารต่างพยายามนำเสนอเพื่เป็นคำตอบสุดท้ายให้สังคมที่เร่งรีบ photo credit: kathryn-meerkatmanor.blogspot.com

เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่การที่พ่อแม่ไปทำงาน เด็กก็ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ได้เรียนที่ดีๆ ได้เกรดดีๆ ได้งานที่ดีมีความมั่นคง จะได้ร่ำได้รวย แต่ผลปรากฏว่ามีเด็กจบปริญญาตรีจำนวนหนึ่งที่ยังต้องขอเงินพ่อแม่ใช้เพราะชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนพ่อแม่ออกไปทำงานแลกเงินกลับมาก็เหนื่อยล้า คำตอบของยุคสมัยคือการซื้ออาหารถุงมากิน ถ้าเป็นต่างประเทศก็จะเป็นอาหารแช่แข็ง พ่อแม่ปัจจุบันทำกับข้าวกันแทบไม่เป็นแล้ว ทักษะพื้นๆในการดำรงชีพค่อยๆจางหายไปตามแรงสะบัดของกาลเวลา ความรีบเร่ง และการแข่งขัน การทำกับข้าวดูจะเป็นส่วนเกินของชีวิตคนยุคนี้ไปโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ตำหนิใครเพราะแม้แต่ตัวเองก็ทำกับข้าวไม่เป็นเพิ่งมาทำเป็นเมื่อวัยก็ขึ้นเลข3แล้ว เหมือนครอบครัวอื่นๆนั่น แหละพ่อแม่ให้เรียนที่บ้านมีคนทำกับข้าวให้กิน ดีที่ยังต้องทำงานบ้านอื่นๆช่วยดูแลน้องช่่วยงานอื่นๆ พอโตขึ้นหน่อยเข้ากรุงก็หาซื้อกับข้าวถุงกิน พอมีเงินหน่อยก็กินข้าวนอกบ้านทุกวันไม่เคยทำกับข้าวเอง พอจะหัดทำก็ไม่มีแรงบันดาลใจเพราะความสะดวกสบายมันจ่อตรงหน้า ตอนนั้นไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพไม่เข้าใจเรื่องโภชนาการ มีแต่เห่อตามกระแสอะไรว่าดีก็เอาด้วย

photo credit: services.flikie.com

ก็ยอมรับว่ายังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เมื่อเราสังเกตุดูให้ดีๆทางอังกฤษหรือในอเมริกามีการเปิดคอร์สสอนทำอาหารกันเป็นล่ำเป็นสัน ที่เมืองไทยก็มีแต่ดูจะเน้นเพื่อการประกอบอาชีพมากกว่า เคยลองเสิชหาดูบางที่ที่เปิดสอนทำอาหารไม่กี่อย่างแต่ราคาแพงหูฉี่แทบสิ้นเนื้อประดาตัว นั่นไง! เนื่องจากเกิดการหล่นหายของ cooking skill ระหว่างทางและในวันนี้สิ่งที่ปู่ย่าตายายไม่ต้องเสียเงินไปเรียนก็กลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ของคนรุ่นหลัง ไม่เป็นไรยังไม่สายเริ่มได้วันนี้เลย อย่าท้อ ที่ตัวเองทำกับข้าวได้ทุกวันนี้และมีความสนใจด้านอาหารเหตุผลหลักเลยคือ การย้ายมาอยู่ต่างประเทศ และ ปัญหาสุขภาพ หากไม่มีปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับตัวเองจะไม่มีโอกาสได้รู้พิษภัยของอาหารสำเร็จรูป อาหารขยะ ขนมเบเกอรี่ ขนมถุง หรือขนมกรุบกรอบ เชื่อเถอะค่ะว่าทำกับข้าวใครๆก็ทำได้ค่ะ ตัวเองนี่ถึงกับทำเพื่อนๆช๊อคคาหน้าจอเมื่อเห็นภาพอาหารที่ลงเฟสบุคเพราะนี่ไม่ใช่ลุคดิฉัน

photo credit: webboard.yenta4.com

ยังมีปัญหาที่ตามมามากมายจากความ(มัก)ง่ายในการกิน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพดังที่เห็นในสังคมอเมริกันและอังกฤษ(ตอนนี้ออสเตรเลียเกือบขึ้นที่1) ปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมเนื่องจากสินค้านั้นมีวางขายตามห้างเพียงมีเงินก็ไปหาซื้อมากินมาใช้ได้โดยไม่รู้ว่าต้นทุนจริงนั้นมีด้านใดบ้างทำให้เกิดผลข้างเคียงคือการบูชาเงินคิดว่ามีเงินก็จะมีทุกอย่างที่บันดาลความสุขได้

เพราะฉะนั้นแล้วหากถามนักวิชาการที่ไหนหรือองค์กรด้านการพัฒนาบุคคลาการที่ใด้ว่าทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตในศตวรรษที่21คืออะไร จะได้คำตอบที่คล้ายคลึงกัน คือ ทักษะด้านภาษา การเขียน การอ่าน การวิเคราะห์ ด้านการสื่อสาร การเข้าสังคม  ความทันต่อข่าวสาร ความรู้เศรษฐกิจ และอีกมากมายสามารถไปอ่านต่อได้ที่ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21แต่อ่านจากสองสามแหล่งก็ไม่เจอที่ไหนที่บอกว่าเด็กต้องทำกับข้าวเป็นซักรีดเสื้อผ้าดูแลตัวเองได้ช่วยงานการในครอบครัว เรื่องการเสียสละในครอบครัวถ้ายังไม่สามารถทำได้ ยังสงสัยอยู่ว่าต่อไปเด็กจะเอาทักษะที่พัฒนาให้ล้ำหน้าเหล่านั้นไปช่วยเหลือสังคมได้อย่างไรนอกเสียจะคิดถึงแต่ตัวเอง

เยอะนะเนี่ย…the 21 century kids – photo credit: jeffdelp.com

สรุปสั้นๆ ประโยชน์ของการสอนเด็กให้ทำกับข้าวเป็นนั้นมีทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นการช่วยให้เขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เป็นการสร้างความอบอุ่นในครอบครัวด้วยกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ทำแล้วต้องช่วยกันเก็บ นอกจากนั้นหากช่วยกันปลูกผักที่บ้านได้ก็จะยิ่งทำให้เด็กได้เห็นวัฏจักรของอาหาร เลือกกินของสดใหม่ ไม่กินทิ้งกินขว้าง เอาของเหลือใช้มาประยุกต์ได้ เขาจะได้ไม่เป็นเด็กมักง่าย หยิบฉวยอะไรกินเพียงเพราะเชื่อคำโฆษณา ช่วยเด็กของเราเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ทำเท่าที่เราสามารถจะทำได้เพื่อให้เด็กๆมีทักษะพื้นฐานอันแสนอมตะสุดคลาสสิคในการดำรงชีพติดตัวต่อไป อย่าให้หล่นหายกลางทาง

photo credit: kepleyfasterfitness.blogspot.com

คาลิล ยิบราน ในเรื่องของ “บุตร”

บุตรของเธอ…ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้
เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง

เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้
ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน…

เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้
แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ
เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง
หรือห่วงใยอยู่กับวันวาน

เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู
บุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต
ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด
พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง เพื่อว่าลูกธนูจะวิ่งเร็วและไปไกล

ขอให้การโน้มงอของเธอในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์
เป็นไปด้วยความยินดี
เพราะว่าเมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น
พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย

“รักวัวให้ผูก รักลูกให้ทำกับข้าว” เริ่มได้ทันทีนะคะ

Happy Cooking🙂

 

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

 

แนะนำไอเดียสำหรับการเปิดร้านอาหาร : Cookbook

Photo Credit: laimyours.com

Cookbook ร้านขายของชำผักผลไม้และสินค้าพื้นฐานที่คัดสรรเฉพาะผู้ผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ร้านขนาดจิ๋วในย่าน Echo Park ใกล้ LA ที่กลายเป็นแหล่งจับจ่ายของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นผลผลิตในชุมชนรวมถึงสินค้าที่มีคุณภาพเกรดพรีเมียม โดยที่ร้านจะรับซื้อผักที่ปลูกหลังบ้านของคนในชุมชน หรือไข่จากไก่ที่เลี้ยงตามบ้าน เนื้อวัวที่รับมาขายก็เป็นเนื้อวัวที่เลี้ยงแบบให้กินหญ้าและไม่ฉีดฮอร์โมน เป็นต้น ทุกสัปดาห์จะมีการเปลี่ยนเมนูอาหารที่ทำขายโดยจะคัดเลือกรายการอาหารจากตำราอาหารต่างๆสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

Marta Teegan and Robert Stelzner  Photo Credit: thelocalrose.com/

Marta Teegan และ Robert Stelzner เจ้าของร้าน Cookbook ดูแลร้านทั้ง 7 วันวันละ 15 ชั่วโมง พวกเขาบอกว่าร้านนี้คือบ้านของพวกเขา แม้ว่าทั้งสองคนจะเรียนมาทางประวัติศาสตร์แต่มีความสนใจด้านอาหาร Marta นั้นเคยร่ำเรียนมาทางด้านทำอาหารและทำงานเป็นเชฟแบบพาร์ทไทม์บ้างแต่ก่อนหน้านี้เธอก็มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับสวน แต่เมื่อทั้งสองมองลู่ทางจะเปิดธุรกิจแม้ไม่มีประสบการณ์ด้านการเปิดร้านมาก่อน แต่ก็มีไอเดียยืนพื้นคือสินค้าจะต้องเป็นสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มมองหาและเลือกเฟ้นซัพลายเออร์ เพราะฉะนั้นลูกค้าที่ร้าน Cookbook จะมั่นใจได้ว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดและดีต่อชุมชนและสังคม

Photo Credit: nytimes.com

ถึงแม้ทั้งเจ้าของร้านจะดูแลเอาใจใส่ในการคัดสินค้าให้ตรงตามแนวคิดรักษ์โลก แต่ราคาพืชผักบางชนิดของ Cookbook แพงกว่าร้านอื่นๆในย่านนั้น 7 เท่า แน่นอนว่าสินค้าที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมย่อมราคาถูกกว่า แต่ก็น่าแปลกใจว่าทำไมถึงได้ต่างกันมากขนาดนั้น แม้ทั้ง Marta และ Robert จะให้สัมภาษณ์กับ นิตยสาร Kinbfolk ว่าทางร้านยินดีจ่ายราคาแพงเพื่อที่จะให้ผู้ผลิตอยู่ได้ นั่นหมายถึงทางร้านอาจจะไม่ได้เอากำไรส่วนต่างอักโขเพราะถือว่าแบ่งสรรปันส่วนกันไปทั้งผู้ผลิตอยู่ได้ คนกลางมีกำไร และผู้บริโภคได้ของดี(แต่แพงหน่อยนะ)

เก็บไข่จากไก่ที่เลี้ยงไว้หลังบ้านมาส่ง Cookbook Photo Credit: nytimes.com

ก็เอาเป็นว่าแนวคิดทำธุรกิจของร้านนี้ช่างร่วมสมัย เป็นร้านทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ดำเนินชีวิตโดยสามารถจะใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจสุขภาพ และมีความสามารถจับจ่ายในระดับพรีเมียม จุดแข็งของร้านที่ชัดเจนคือความทุ่มเทเอาใจใส่ของเจ้าของร้านทั้งสองคน สิ่งนี้ลูกค้าย่อมสัมผัสได้ ทำให้เกิดความมั่นใจและไว้วางใจ กิจการน่าจะไปได้ดีเพราะตอนนี้ทาง Cookbook ได้ขยายธุรกิจโดยเปิดร้านอาหารไสตล์เมดิเตอเรเนียน ชื่อ Cortez ตรงตามคอนเซปที่วางไว้คือเป็นเมนูที่เน้นการใช้เครื่องปรุงที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและดีต่อผู้บริโภค

นมสดๆจากฟาร์ม เนย โยเกิรต์ และ สินค้าอื่นๆ Photo Credit: nytimes.com

สนใจกันบ้างหรือเปล่าคะ ปิ๊งไอเดียนี้หรือไม่? ลองเอาไปปรับใช้กันนะคะ

Marta และ Ribert เจ้าของร้าน Cookbook  Photo Credit: thelocalrose.com

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

“Fun with Meatball” ลูกเล่น กับ meatball ก้อน กลม กลม

ลูกเล่นแพรวพราว กับ meetball

อะไรก็เกิดขึ้นได้กับลูก กลม กลม วงการกีฬาเขาว่าอย่างนั้น วงการอาหารก็หยิบยืมคำพูดนี้มาใช้ได้เหมือนกัน ตราบใดที่มีความมันส์อยู่ในหัวใจ หากกินอาหารฝรั่งกันอยู่บ้างจะพบกว่าสิ่งที่เรียกว่า meatball ของฝรั่งนั้นมันไม่ใช่ลูกชิ้นที่เคี้ยวหนึบๆเหมือนทางเอเซียเรา เนื่องด้วยกรรมวิธีการทำต่างกัน แต่เมื่อมีจุดร่วมคือความกลมมนสงวนจุดต่างคือความเหนียว ลูกชิ้นเมื่อเดินทางมาประเทศทางตะวันตกเลยถูกจัดเข้ากลุ่ม meatball ไปซะอย่างนั้น

การทำ meatball ของฝรั่งดูจะขั้นตอนน้อยกว่าลูกชิ้นของทางเอเซีย แต่จากประสบการณ์ก้นครัวของตัวเอง พบว่าประเภทอาหารมีผลต่อการตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ ลูกชิ้น หรือ meatball ดีเพราะเคยลองทำทั้งสองอย่างแล้ว คราวนี้เราจะล้วงลึกเฉพาะ meatball เท่านั้น หากมีเนื้อสับ หมูสับ ไก่สับ อยู่ในตู้เย็นหรือกำลังคิดว่ามื้อต่อไปจะทำอะไรทานดี จัดหาข้าวของตัวหลักๆมาก่อน คือ เนื้อสับ หมูสับ หรือ ไก่สับ bread crumbs(เกล็ดขนมปังป่น) ข้าวโอ๊ต ไข่ หลักๆก็เอาเท่านี้พอค่ะที่ทำให้มันรวมตัวกันเป็นก้อนได้ จากนั้นก็เปิดตู้เก็บของดูว่าเราจะเอารสไหนดี ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะมันสามารถสรรสร้างได้ทุกอย่างค่ะ แนะนำกันสักนิดนึงแล้วที่เหลือไปขยับขยายสาขากันเองนะคะ

ที่เคยทำจะมี 

‘รสเทยไทย’ คือ ใส่ ตะใคร้สับ พริกป่น กระเทียมสับ เกลือ รากผักชีสับ(ถ้าไม่มีใช้เม็ดผักชีก็ได้ค่ะ) ทั้งหมดตำรวมกันให้ละเอียดสุดๆ ชนิดที่ว่าดังไปสามบ้านแปดบ้าน

‘รสอิตาเลียนลืมบ้านเกิด’ คือ ใส่ หอมใหญ่สับ(ถ้าเอาผัดกับเนยแล้ววางทิ้งไว้ให้เย็นก่อนเอามาทำ จะอร่อยล้ำ) Italian Mixed Herbs(หาซื้อได้ทั่วไป) ซ๊อสมะเขือเทศ ซีอสไก่งวง (Worcestershire) เกลือ

‘รสกาแลงกาแลง’ คือ ใส่ผงเครื่องเทศแบบของอินเดีย เช่น ผงขมิ้นป่น ยี่หร่าป่น กะรัม มะสะล่า หรือ ผงกระหรี่อินเดีย เกลือป่น

‘รสคิขุงุงิตะเอง’ คือ ใส่ขิงสับละเอียด cooking sake ต้นหอมซอย มิริน เกลือป่น จะโรยงาขาวไปด้วยก็ได้

สามารถหาเครื่องเทศนานาในโลกใบนี้ได้อีกมากมาย แล้วเสกสรรค์ปั้นแต่งกันเอาเองนะคะ บ้างก็ใส่ชีสลงไปด้วย บ้างก็ใช้เครื่องเทศแถวเมดิเตอเรเนียนก็ได้ หรือแม้แต่เครื่องเทศของไทยก็ยังมีอีกมากมาย ส่วนตัวชอบใช้จะเป็นเนื้อบดมากกว่าหมูบดหรือไก่บดค่ะ เลือกที่มีมันติดด้วยนะคะไม่อย่างนั้นทำออกมาแล้วไม่อร่อย ไม่ต้องกลัวมันเยิ้ม เพราะที่ทำนี่จะใช้วิธีอบค่ะ อบเสร็จก็รีดมันออกไปในตัวเยิ้มเชียว ถ้าไม่มีเตาอบก็ต้องทอดค่ะจะทอด deep fried หรือจะขลุกขลิกกับน้ำมันก็ได้ ขอให้สุกถึงข้างใน

ส่วนจะเอามาทานกันยังไงนั้น ทำกับพวกพาสต้าอร่อยค่ะ ไม่ว่าจะผัดกับเส้นสปาเกตตี้ก็โปรดนะ หรือจะปั้นเป็นก้อนแช่แข็งไว้ หยิบจับเอามาใช้ได้สะดวกทันควัน พอจะทำก็เอามาอบหรือทานเล่นกับน้ำจิ้มที่เหมาะกับประเทศของเครื่องปรุงเครื่องเทศที่เราใส่เข้าไป เช่น ‘รสเทยไทย’ ก็เหมาะกับน้ำจิ้มไก่หรืออาจาด ‘รสคิขุงิงุตะเอง’ ก็ลองหาน้ำจิ้มแบบญี่ปุ่นมาลองจิ้มดูเช่นแนวที่กินกับพวกเกี๊ยวซ่าหรือจะเอาจิ้มกับคิวพีมายองเนสก็ได้ เอ๊าเชิญอ้วนล้ำหน้าแอดวานซ์กันต่อไป หาผักมาประกอบด้วยก็ดีจะได้สร้างภาพ healthy healthy กันนิดส์นุง

SAMSUNG

ยังไม่บอกวิธีทำเลยใช่หรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าสูตร meatball นี้หนา มิตรสหายเอ๋ย มีมากมายก่ายกอง โปรดเลือกเอาที่เหมาะกับจริตของท่าน …วิธีทำของข้าพเจ้ามาจากการทำ meatloaf เนื่องจากส่วนที่ผสมทำ meatloaf มันเหลือเลยเอามาปั้นเป็น meatball ต่อ

ขั้นตอน คือ ใช้เนื้อที่เตรียมไว้ประมาณ 500 กรัม ใส่เกล็ดขนมปังไปสองกำมือ ข้าวโอ๊ตนี่จะใส่ก็หรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าทำ ‘รสอิตาเลียนลืมบ้านเกิด’ ขอให้ใส่ซักกำมือนึง ใส่ไข่ แล้วก็คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นก็ปรุงตามแต่หัวใจจะเรียกร้อง ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติมันโดนใจแล้วหรือยัง ก็ตักซักนิดนึงใส่ไมโครเวฟแล้วลองชิมดูว่ามันลงตัวหรือเปล่า ถ้าดูใจกันจนคิดว่าใช่แล้ว ก็เอามาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอดีกลืนสะดวก อบประมาณ 20 นาที ใช้ไฟ 180 องศาเซลเซียส ยังไงเปิดเตาเช็คดูด้วยนะคะเพราะเตาแต่ละอันไม่เหมือนกัน ไม่แนะนำให้เอาที่ปั้นดิบๆไปทำอาหารเพราะมันจะเละนะคะ คือถ้าอบให้สุกแล้วสามารถเอาไปใส่ในแกงหรือก๊วยเตี๊ยวได้ เช่น ‘รสเทยไทย’ นี่ปั้นไว้แล้วทำน้ำราดข้นๆ เช่นน้ำแกงเขียวหวาน แกงพะแนง เป็นต้น (เคยทาน KFC ที่เมืองไทยเค้าเอาน้ำแกงเขียวหวานราดบนไก่ทอด อร่อยจุงเบย) พอจะทานก็เอามาใส่ผักใส่ ใส่meatball ‘รสเทยไทย’ เข้าไปคนให้เข้ากัน แล้วเอามาราดข้าวหรือราดสปาเกตตี้ได้

How to Make Easy Meatballs

How to Make the Best Meatballs

.

ลูกกลมกลมพาเพลิน เจริญอาหารกันท่วนหน้านะคะ

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

Like Water for Chocolate

“You don’t have to think about love; you either feel it or you don’t.”
― Laura EsquivelLike Water for Chocolate

lwc

เรื่องราวที่ซับซ้อนของหญิงสาวในครอบครัว De La Garza และภาพชีวิตในแม็กซิโกช่วงเปลี่ยนเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ความรักที่เล่นกลกับหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เขาและเธอจะต้องประสบกับชะตากรรมที่เกือบจะใช่ และแม้อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงแต่กลับไม่สามารถที่จะลงเอยได้ เธอใช้การทำอาหารช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในจิตใจโดยไม่รู้ตัว จริงๆแล้วนางเอกของเรามีความผูกพันกับอาหารอย่างแนบแน่นอยู่แล้วเพราะเธอเกิดในครัวและสนใจเรื่องอาหารโดยมีแม่ครัวที่ใกล้ชิดกับเธอถ่ายทอดวิชาให้เนื่องจากเป็นพี่เลี้ยงและดูแลนางเอกมาตั้งแต่เล็ก เมื่อลำนำรักและชีวิตของทั้งสองต้องวกวนคดเคี้ยวจนท้ายที่สุดเลี้ยวมาบรรจบกันได้ จุดจบกลับนำไปสู่ผลลัพท์ที่คาดไม่ถึง ทิ้งไว้เพียงหนังสือตำราอาหารที่นางเอกได้บันทึกไว้และเรื่องราวรักแท้ของเขาและเธอ

นวนิยายเรื่อง Like Water for Chocolate ประพันธ์โดย Laura Esquivel ชาวแม็กซิโก โดยอาชีพแล้วเธอเป็นครูและเธอใช้ประสบการณ์ในการสอนหนังสือร่วมถ่ายทอดในงานเขียนเนื่องจากเธอเห็นว่าการใช้ชีวิตในโรงเรียนนั้นยังไม่เพียงพอและจริงๆแล้วแทบจะไม่ได้ช่วยในการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองอย่าถ่องแท้ หนังสือ like Water for Chocolate: A Novel in Monthly Installments with Recipes, Romances and Home Remedies and The Law of Love ได้รับการตอบรับถล่มทลายจากทั้งในประเทศแม็กซิโกและอเมริกาและเป็นหนังสือขายดีติดต่อกันถึง 2 ปี จากนั้นก็ได้รับการตอบรับจากนานาชาติ

Like Water for Chocolate Movie

 

ในปี 1992 หนังสือเล่มนี้ได้นำมาทำเป็นภาพยนต์โดยใช้ชื่อเดียวกันกับหนังสือ โดยกวาดรางวัลเกี่ยวกับภาพยนต์ในเม็กซิโกรวมถึงทำยอดรายได้สร้างประวัติศาสตร์ในอเมริกาในสาขาภาพยนต์ภาษาเสปน

Tita’s grand scene of expressing her emotions through cooking in  -Like Water for Chocolate –

.

“Each of us is born with a box of matches inside us but we can’t strike them all by ourselves; just as in the experiment, we need oxygen and a candle to help. In this case, the oxygen, for example, would come from the breath of the person you love; the candle could be any kind of food, music, caress, word, or sound that engenders the explosion that lights one of the matches.”
― Laura EsquivelLike Water for Chocolate

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

Eat Less – Give More แนวคิดปันอาหารจุดประกาย

“Hunger of choice is a painful luxury; hunger of necessity is terrifying torture.”  ― Mike MullinAshfall

Eat Less. Give More. Go Halfsies

ณ.หลายมุมของโลกใบนี้ กำลังมีคนบางกลุ่มที่ต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาใช้เพื่อที่จะรีดน้ำหนักและหักห้ามใจไม่ให้ฉวยคว้าอาหารเข้าปาก เสียเงินกินแล้วยังต้องมาเสียเงินเสียเวลาหาวิธีเอาส่วนที่กินเกินออกไป ในขณะที่อีกขั้วตรงข้ามของความอิ่มอืด ความอดอยากขาดแคลนอาหารเป็นเหมือนเชื้อโรคร้ายที่กัดกร่อนชีวิตที่ต้องหิ้วท้องโซเซเพียงหวังว่าจะมีอาหารตกถึงท้องต่อชีวิตให้รอดไปวันวัน การอดอาหารอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับบางคน แต่สำหรับอีกมากมายความหิวคือความโหดร้ายอย่างที่สุด

เมื่อคลิกเจอไอเดียแจ่มแจ๋วอย่างนี้ ต้องนำมาเสนอ Go Halfsies กลุ่มองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมนำเสนอวิธีที่สร้างสรรค์แนวใหม่ที่จะช่วยคนที่อดอยาก Go Halfsies ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเรื่องการบริโภคอาหารอย่างทิ้งๆขว้างๆโดยในอเมริกาเองมีการทิ้งอาหารคิดเป็นเงินมหาศาลทั้งจากครัวเรือนร้านอาหารและร้านค้าปลีกทั้งรายใหญ่รายเล็ก Go Halfsies จึงได้นำเสนอจะช่วยลดประมาณอาหารที่ต้องทิ้งขว้างไปเปล่าๆพร้อมกับช่วยคนที่ไม่มีอาหารกินซึ่งตัวเลขน่าตกใจที่ชาวอมริกันราวๆ 50 ล้านคนยังประสบปัญหาอาหารไม่พอกินหรือขาดอาหาร เราจะพบว่าในอเมริกาและอังกฤษนั้นมีการยกประเด็นเรื่องการทิ้งอาหารมาถกเถียงกันระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเมื่อร้านอาหารต่างเแข่งกันขยายขนาดภาชนะใส่อาหารและปริมาณอาหารทำให้ลูกค้าเองก็กินเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่ตามมาก็คืออาหารจำนวนมากที่ทานไม่หมดต้องเททิ้งลงขยะอย่างน่าเสียดายอีกทั้งยังต้องเสียค่าบริหารจัดการของเสียอีกต่างหาก หากขยะลด ค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียของธุรกิจต่างๆนั้นก็จะลดลงไปด้วย  อื้อหือ คิดได้ยังไง รวบรัดตัดความทีเดียวเชียวยิงนกทีเดียวได้สามตัว

แนวคิดหลักๆของ Go Halfsies คือ การเชิญชวนร้านอาาหารเข้ามาร่วมในโครงการนี้ โดยในเมนูอาหารจะมีการระบุว่าอาหารใดบ้างที่เข้าโครงการ Go Halfsies หากลูกค้าตัดสินใจสั่งเมนูนั้นๆ ยอดเงิน 25% ของราคาอาหารจะไปสู่โครงการ และปริมาณอาหารที่ลูกค้าจะได้รับจะมีขนาดครึ่งเดียวของขนาดปกติ รายรับที่ Go Halfsies ได้นั้นจะถูกแบ่งไปเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก 60% จะเข้าสู่โครงการในประเทศอเมริกาเพื่อช่วนคนที่ไม่มีอาหารคนไม่มีบ้านช่วยด้านการศึกษาและพัฒนาบุคคล อีก 30% จะช่วยเหลือประเทศที่ด้อยพัฒนาในด้านเด็กกำพร้าด้านการศึกษาด้านการเกษตรแบบยั่งยืนและช่วยในการพัฒนาศักยภาพผู้หญิง ส่วน 10% สุดท้ายจะเป็นค่าบริหารจัดการ



สนใจอ่านรายละเอียดโครงการ ซึ่งจัดทำได้อย่างน่าสนใจ สั้น กระชับ คลิก Go Halfsies

 

 

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

แนะนำ – เพจคุณ ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ “ตำราอาหารประจำบ้าน ทำได้จริง อร่อยทุกอย่าง”

ได้เห็นนามสกุลแล้วก็น่าจะคุ้นๆกันบ้าง คุณทอรุ้งเป็นภรรยาของ คุณ วานิช จรุงกิจอนันต์ กวีซีไรต์ที่ล่วงลับไปแล้ว เดิมคุณทอรุ้งเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเขียนคอลัมน์อาหารในมติชนโดยใช้ชื่อว่า “คุณนายติ่ง” และมีหนังสือตำราอาหารของตัวเอง ชื่อ  “ตำราอาหารประจำบ้าน ทำได้จริง อร่อยทุกอย่าง”

ตำราอาหารประจำบ้าน ทำได้จริง อร่อยทุกอย่าง

ต้องเกริ่นไว้ก่อนว่าติดตามคุณทอรุ้งทางเฟสบุคโดยไม่เคยทราบมาก่อนว่า คุณทอรุ้งเป็นภรรยาคุณวานิช ทราบจากที่เพจของคุณทอรุ้งด้วยเช่นกันว่าคุณทอรุ้งทำหนังสือตำราอาหาร อะไรที่ทำให้เมนูในเพจของคุณทอรุ้งน่าติดตามแตกต่างจากเพจทำอาหารอื่นๆ จุดเด่นที่สุดคงเป็นตัวเมนูที่คุณทอรุ้งนำเสนอซึ่งปกติจะไม่ค่อยเห็นที่อื่นเท่าไหร่นัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไทย แต่จะมีเมนูาหารชาติอื่นมาเวียนให้ชิมอิ่มตากันด้วย เวลาสงสัยหรือเขียนสอบถามไม่ว่าจะเป็นเทคนิคหรือสูตร คุณทอรุ้งจะช่วยตอบและแนะนำให้ไม่มีขาด เมนูน่าสนใจเช่น

น้ำปลากระท้อน

น้ำพริกมะขามอ่อนและกระท้อน

แกงคั่วมะระขี้นกยัดใส้หมูเด้ง

หน่อไม้ต้มแบบญี่ปุ่น

หมักผิวมะนาวทำเหล้า. Limoncello

มะระต้มกะปิ

หลนหอยดอง

ไข่เจียวทาโกะ

ยำพริกหยวกกับไข่ต้มยางมะตูม

แหนมหลนไข่หยาด

สนใจเมนูอื่นๆที่คุณทอรุ้งเคยนำเสนอ ติดตามที่ เมนูอร่อยคุณทำเองได้ by ทอรุ้ง

 

 

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

FoodWork…สมัครงาน หางาน ลาออกจากงาน แบบ Out of the Box

ที่หุ้มแก้วกาแฟ พร้อมกับเป็น resume ไปในตัวของ Michael Penn นศ ป.โท ที่กำลังมองหางานในสายการเงิน

ลองจินตนาการถึงวิธีการหางานการสมัครงานที่ดันคุณให้เป็นดาวเด่นจนประกายออร่ามันไปกระแทกตานายจ้างในอนาคต? ยิ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่ยังละอ่อนด้อยประสบการณ์จะหนีบปริญญาใบน้อยๆใบเดียวมาฝ่าฟันในตลาดแรงงานที่แสนจะขับเคี่ยว โดยเฉพาะสายงานด้านการเงินนั้นมหาหินเพราะช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วโลกต่างชะลอตัว Michael Penn วัย 23 ปีว่าที่มหาบัณฑิตปริญญาโทด้าน Global management ผู้ที่กำลังมองหางานโดยเฉพาะเจาะจงเลยว่าอยากทำงานที่ Goldman Sachs เขาคิดว่าอยากจะหาวิธีการแนะนำตัวเองที่ไม่ซ้ำแบบใครและไม่มีใครเหมือนเนื่องจากอีก 2 อาทิตย์ก็จะจบการศึกษาแล้ว

เช้าวันหนึ่งเวลา 7 โมงเช้า บู้ทแจกเครื่องดื่ม โดนัท และ ที่หุ้มแก้วกาแฟก็ตั้งแผงอยู่หน้าอาคารสำนักงานของบริษัทเป้าหมายในเมือง Lower Manhattan,โดยมีป้ายเขียนติดโตๆด้วยว่า  www.HireMichaelPenn.com ตั้งโต๊ะอยู่ได้สักพัก ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ ได้ผลค่ะข่าวก็เริ่มสะพัดออกไป บริษัทการเงินชั้นนำแห่งหนึ่งอีเมล์มาหาเขาและเขาก็ได้สัมภาษณ์งานทันทีวันนั้นเลย โอ้โหเป็นยุทธศาสตร์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ เขาบอกว่าเขาหวังเพียงจะส่งสารถึงคนที่กำลังหางานว่ามีวิธีต่างๆมากมายที่สร้างสรรค์ในการหางานขอให้มีไอเดีย แม้ขณะนี้เขายังไม่ได้งานก็ตามแต่เขาบอกว่าผลการประเมินหลังสัมภาษณ์ที่เขาได้รับนั้นเยี่ยม เขาอยากกลับไปลองสมัครที่ Goldman Sachs อีกครั้งและที่อื่นๆด้วย

รียบเรียงจาก Grad Student Looking for Work Gets Noticed for His Sweet Approach

Michael Penn หน้าตึกสำนักงาน Goldman Sachs ยืนแจกโดนัท เครื่องดื่ม และที่หุ้มแก้วกาแฟ

เมื่อมีการหางานและแนะนำตัวโดยการแจกอาหารเครื่องดื่มพร้อมนามบัตรแนะนำตัวที่เป็นอุปกรณ์หุ้มแก้วกาแฟกันแล้ว แม้แต่ตอนจะลาออกของกินก็ยังช่วยปล่อยมุกน่ารักๆออกมาได้ จะเป็น ‘การลาออกครั้งสุดท้าย’ รึเปล่าเนี่ย? … คริส โฮล์มส ชาวเมืองซอว์สตัน แคว้นแคมบริดจ์เชียร์ ยื่นใบลาออกสุดติ่งผ่านขนมเค้กไปถึงเจ้านายว่าเขาต้องการอุทิศเวลาและพลังกายในแก่ครอบครัวและการทำธุรกิจส่วนตัว หลังจากได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินสแตนสเต็ด นอกกรุงลอนดอน มาเป็นเวลานาน 4 ปี

บนเค้กเขียนว่า “วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบ 31 ปีของเขา และเขาเพิ่งได้เป็นพ่อคน และตอนนี้เขารู้แล้วว่าชีวิตมีค่าเพียงใด และการใช้ชีวิตเพื่อทำบางสิ่งต่อตนเองและผู้อื่นให้มีความสุข มีความสำคัญเพียงใด ด้วยเหตุนั้นเอง เขาจึงขอลาออก เพื่อุทิศเวลาและแรงกายให้แก่ครอบครัว และธุรกิจร้านขนมเค้ก ที่ค่อยเติบโตอย่างต่อเนื่อง เขาขออวยพรให้องค์กรและเพื่อนร่วมงานจงมีแต่ความสุข และขอทิ้งท้ายว่า ถ้าเค้กชิ้นนี้ถูกปาก สามารถสั่งเพิ่มได้ที่ www.mrcake.co.uk

เค้กใบลาออกจากงานเพื่อไปทำตามความฝัน คือเปิดร้าขนมเค้ก

ฝากทิ้งท้ายไว้อีกหนึ่งไอเดีย ถึงแม้จะไม่ใหม่แต่ก็ทำให้ว่าที่นายจ้างตื่นตะลึงได้เมื่อเปิดกล่องออกมา นั่นคือ “Resume Cake”  Pua ร่วมงานกับที่ Zappo อยู่แล้วแต่เมื่อมาการเปิดรับตำแน่งใหม่เฉพาะภายในบริษัท เธออยากได้งานนั้นเหลือหลายพยายามคิดหาวิธีทำresumeโดยตั้งธงว่าอยากทำอะไรแบบนอกกรอบ แล้วอะไรที่จะเปิดทางสู่ตำแหน่งในฝันได้หนอ เธอบอกว่าหลังจากคิดอยู่นานจู่ๆไอเดียเรื่องเค้กก็เข้ามาในฝันของเธอ ช่างประหลาดแท้ ไม่มีการรอช้าเธอติดต่อเพื่อนผู้ชำนาญการอบขนมให้จัดมานะ Delicious Resume โดยเจาะจงว่าต้องเป็น Red Velvet เพราะเป็นที่สุดในดวงใจของเธอ เมื่อกองทัพผู้สัมภาษณ์อิ่ม งานนั้นก็ไม่หลุดมือ Pua แน่นอน แล้วจะพลาดเหรอคะ แหม!

Resume Cake

หรือจะลองแนวนี้ก็ดีเก๋ดีมีชัยไปเกินครึ่ง

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

ห้องครัวของคุณยาย ‘Gran’s Kitchen – Recipes from the Notebooks of Dulcie May Booker’

“It is not how much you do, but how much love you put into the doing.” – Dulcie May Booker

grans kitchen
หยิบ cookbook เล่มนี้รีวิวด้วย 2 เหตุผลหลักๆคือ ชอบไอเดียการเอาสูตรอาหารที่คนรุ่นก่อนๆบันทึกไว้พร้อมกับเทคนิคการทำมารวบรวมทำเป็นเล่ม ผลงานนี้นอกจากจะเป็นการยกย่องผู้หญิงรุ่นคุณย่าคุณยายของเราแล้ว เรื่องราวที่ประกอบกับแต่ละสูตรยังสะท้อนให้เราเห็นภาพวิถีชีวิตของคนรุ่นนั้นได้แจ่มชัด และสองด้วยเหตุผลส่วนตัวมากๆคือเห็นหนังสือเล่มนี้แล้วมีความรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนได้กอดคุณย่าคุณยายตัวกลมห่มกันหนาวได้ เป็นอย่างนั้นจริงๆนะ ตอนเด็กๆจะติดปู่ย่าเพราะพ่อแม่ตัดหางปล่อยวัด ย่าจะตัวอ้วนกลมเวลานอนด้วยกันต้องถูต้นแขนย่าเพราะรู้สึกว่าสบายดี คืนไหนไม่ได้ทำจะนอนไม่หลับ พอโตขึ้นอยู่ประถมมีช่วงหนึ่งต้องไปอยู่หอพัก ก็ไปตกหลุมรักคุณป้าตัวกลมเพราะป้าเค้าคล้ายๆย่าเป็นพี่สาวเจ้าของหอพักและป้าแกก็ทำอาหารขายที่ตลาด ภาพแกงกระด้างยังติดตาติดใจไม่รู้ลืม ตอนอยู่หอพักเลยชอบไปอยู่ใกล้ๆแก

ไอเดียของหนังสือ ‘Gran’s Kitchen – Recipes from the Notebooks of Dulcie May Booker’ มาจาก Natalie Oldfield หลานสาวของคุณยาย Dulcie ที่อยากรวบรวมสูตรอาหารที่คุณยายสะสมไว้ตั้งแต่สมัยสาวสะพรั่งจนถึงปัจจุบัน คุณยายเล่าว่าต้องรับผิดชอบดูแลงานบ้านตั้งแต่อายุ 10 ขวบ พอ 12 ขวบก็ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ให้ดูแลภารกิจทุกอย่างในบ้านไม่ว่าจะดูแลน้องหุงหาอาหารทำความสะอาดบ้านเนื่องจากพ่อแม่ต้องเดินทางไปเมืองอื่น (คุณยายแกเอาอยู่นะ) คิดดูสิสำหรับเด็ก 12 ขวบที่ต้องรับผิดชอบขนาดนี้ แต่ถ้ามาดูเด็ก 12 ขวบสมัยนี้เราจะฉงนปนทึ่งว่ามนุษย์แท้จริงแล้วมีศักพภาพมากมายเพียงใด(ให้นึกถึงเด็กผู้หญิงDulci วัย12 ขวบเข้าไว้) คุณยายยังย้อนอดีตให้อ่านในเล่มด้วยว่าสมัยนั้นถ้าของอะไรหมดเช่น ยีสต์ ก็ต้องวิ่งไปหยิบยืมข้างบ้านซึ่งไม่ใช่ข้างบ้านแบบหันหลังชนกันรั้วติดรั้ว มันห่างกันเอาเรื่องเพราะแถวนั้นเป็นฟาร์มต้องถ่อไปเอายีสต์แล้วกลับมาลุยที่ครัวต่อ ยังมีเกร็ดและเรื่องราวในเล่มให้อ่านเพลินๆไปตลอดทางที่พลิกดูหนังสือ

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ปี คศ. 2010 ตอนนั้นคุณยายอายุ 95 ขวบ ตอนนี้ก็อีก 2 ปีจะอ่อนวัยครบ 100 ขวบแล้ว Dulcie เป็นชาวนิวซีแลนด์ เกิดในฟารม์ที่เมืองWeymouthใกล้ๆกับ Aucklandและโตที่นั่นหลังจากแต่งงานก็อยู่บ้านหลังเดิมในเมืองนั้นมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน สูตรอาหารในหนังสือเล่มนี้หลายสูตร Dulci ได้ทดลองและปรับสูตร คิดค้นเทคนิคพร้อมกับบันทึกไว้ มีทั้งอาหารที่ทานกันในชีวิตประจำวันและอาหารที่ร่วมสมัยมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีสูตรอาหารที่รวบรวมเพิ่มได้จากแวดวงญาติๆอยู่ในเล่มนี้ด้วย

“Gran has achieved an enormous amount in a “quiet” life – as have many women of her generation.”

นี่คือประโยคแรกของการทิ้งท้ายที่บทนำของหนังสือโดย Natalie Oldfield ซึ่งเน้นไปที่คำว่า quiet นั่นคือความเสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จากชีวิตเงียบๆเรียบๆซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมใหญ่ ในยุคนั้นที่ผู้หญิงมีชีวิตอยู่กับบ้านเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว ยิ่งนิวซีแลนด์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยสมัยก่อนโน้นคงจะเงียบมากมาก แต่ Dulcie ก็ทำทุกอย่างเท่าที่จะช่วยสามีและดูแลครอบครัวได้โดยเธอต้องไปรับเย็บชุดแต่งงานเพื่อหารายได้เพิ่มหลังจากสามีไม่ทำงานแล้ว นอกจากนั้นยังทำขนม ทำแยม ทำผักดองขาย เธอยังเป็นสมาชิกของ Weymouth Women ‘s Institute ตั้งแต่อายุ 18 ปี และเมื่อใดที่เธอลงแข่งขันทำขนม scone คู่แข่งต่างก็สยอง เพราะคณะกรรมการยกให้เธอเป็นที่หนึ่งตลอดกาล

TVNZ สัมภาษณ์คุณยาย Dulcie & Natalie ระหว่างดูก็อดยิ้มไม่ได้ เป็นภาพที่น่ารักน่าประทับใจ อยากให้คลิกชมคลิปกันจังเลย

Natalie อธิบายในช่วงต้นๆของหนังสือว่า เธอต้องแปลงวิธีการทำอาหารและสัดส่วนของส่วนผสมของสูตรที่คุณยายจดๆเอาไว้ เพราะยุคที่คุณยายทำกับปัจจุบันเครื่องไม้เครื่องมือก็ต่างกันมาก หลังจากเปิดสำรวจหนังสือไปทีละหน้าแล้วก็ชอบความสบายตาของการจัดหน้า ภาพอาหาร สีสันที่ใช้ ต่างก็เข้ากันได้ดีไม่มีแตกแถว เริ่มจากปกที่ใช้สีออกโทนเกือบขาวดาวเพื่อจะสื่อถึงเจ้าของสูตร ส่วนด้านในที่เป็นส่วนของอาหารจะสีสันสดใส มีภาพประกอบอาหารทุกสูตร โดยน้องสาวของ Natalie รับหน้าที่เป็นช่างภาพถ่ายรุปอาหารส่วน Natalie เป็นแผนกลงมือทำและจัดอาหารให้ออกมาสวยงาม

grans kitchen2

“Simple but Elegant” จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ แต่ละสูตรจะใช้ส่วนผสมไม่กี่อย่าง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นสูตรอาหารของคนสมัยก่อนซึ่งไม่ได้มีของหลากหลายเผ่าพันธุ์มากนัก เปิดตู้เก็บของจะเจอแค่ไม่กี่อย่าง และในไม่กี่อย่างนั้นก็สร้างสรรค์อาหารนานาประดามีได้ สอดคล้องกันคือขั้นตอนการปรุงนั้นก็ไม่ซับซ้อน มีไม่กี่บรรทัด เช่นวิธีทำแยม 2 บรรทัด (โอ้ว) ในขณะที่เปิดหนังสือตำราอาหารของ Nigella Lawson จะตาลายมากเพราะขั้นตอนจะพรึบเลย  ส่วน ‘Gran’s Kitchen – Recipes from the Notebooks of Dulcie May Booker’ สังเกตุหลายๆหน้าจะต้องพยายามให้หนังสือดุไม่โหวงเหวงเกินไปโดยการเติมรูปเพิ่มในหน้าที่เป็นสูตรและวิธีทำ หรือไม่ก็ใส่เรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับสูตรอาหารนั้น แต่โดยรวมแล้วสูตรทำง่าย อ่านง่ายสบายตา โดยจะแบ่งเป็น Breakfast, Morning Tea, Cakes, Fred’s Dinner, Desserts, Preserves and Sauces, Conversion Charts, Acknowledgements และ Index ซึ่งเป็นการแบ่งหมวดหมู่ที่ค่อนข้างจเป็นมาตรฐานของ cookbook ของฝรั่ง ที่บอกว่าของฝรั่งก็เพราะหนังสือทำอาหารบ้านเรายังมีบางส่วนที่ขาดหายไป เช่น Index ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เราค้นหาสิ่งที่เราต้องการในหนังสือนั้นๆได้ง่ายขึ้น

คลิก ชมภาพภายในเล่ม 

ใครที่สนใจฝีมือคุณยายแต่ยังไม่มีโอกาสลงมือทำตามสูตร คุณยายก็มีผลิตภัณฑ์แบรนด์ของตัวเองออกมาวางจำหน่ายให้ได้ลิ้มรส ที่ร้าน  Dulcie May Kitchen โดย Natalie หลานคุณยายเป็นคนดูแล

Dulcie May Kitchen

บางสูตรเก็บมาฝากจากหนังสือ ‘Gran’s Kitchen – Recipes from the Notebooks of Dulcie May Booker’

-Breakfast Frittata with Courgettes, Cherry Tomatoes and Goat’s Cheese-

2 Tbsp olive oil

4 courgettes, thinly sliced

Salt and pepper

8 eggs

1 punnet cherry tomatoes

200g goat’s cheese, crumbled

oven to 180 degrees Celsius. Grease a 20cm baking dish. Heat oil in a pan. Cook courgettes until soft but not mushy, about three to four minutes. Season with salt and pepper and set aside to cool.

In a large bowl, beat eggs, add cherry tomatoes, goat’s cheese and cooled courgettes. Pour into the baking dish.

Bake for 30 minutes or until cooked through and golden.

Serves four to six.

-Carrot and Ginger Loaf with Cinnamon Frosting butter-

100g butter

1/2 cup brown sugar

2 Tbsp treacle

2 Tbsp golden syrup

3 cups grated carrot

2 eggs, beaten

1 1/3 cups self-raising flour

1/4 tsp baking soda

4 tsp ground ginger

Cinnamon Frosting

75g cream cheese

1 cup icing sugar

1 tsp cinnamon

oven to 180C. Grease and line a 23cm loaf tin. In a pot, place the butter, sugar, treacle and golden syrup. Gently heat until everything is melted together.

Add carrot, eggs and sifted flour, baking soda and ginger. Mix until well combined.

Pour into the tin and bake for 35 to 40 minutes. Cool in tin for 10 minutes. Remove and place on a wire rack to cool completely.

Blend all frosting ingredients together in a food processor, then spread evenly over the loaf.

Makes 1 x 23cm loaf.

-Blueberry and Lemon Loaf-

125g butter

1 cup caster sugar

Zest of 1 lemon, finely grated

2 eggs

1 cups self-raising flour, sifted

3/4 cup freshly squeezed lemon juice

1 cup blueberries

Lemon Icing

100g icing sugar

1 tsp butter, melted

1 Tbsp lemon juice, strained

oven to 180C. Grease and line a 23cm loaf tin.

Cream butter and sugar, add zest and beat in eggs, one at a time. Stir in flour and lemon juice and fold until combined. Gently fold in blueberries.

Spoon mixture into tin and bake for 45 to 50 minutes or until cooked through. Cool loaf in tin for 10 minutes and then remove to a wire rack to cool completely.

Combine icing sugar, butter and lemon juice to make icing. Stir until smooth and runny, then spread over the cold loaf. Makes 1 x 23cm loaf.

คลิปสัมภาษณ์ Natalie เกี่ยวกับหนังสืออีกเล่มของเธอ ชื่อ Gran’s Sweet Pantry

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม

หนังสือ Gran’s Kitchen และหนังสือเล่มอื่นๆของ Natalie

Dulcie May Kitchen’s Facebook Page

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

 

ชอบแชร์รูปอาหาร …ช่วยด้วยฉันป่วยหรือเปล่า?

รอแป๊บนะ…ขอทำพิธีบวงสรวงก่อน

จั่วหัวกันซะขนาดนี้ ชักจะหวั่นไหวนิดนิดแล้วหละสิ ทำใจดีๆไว้ไม่ถึงกับ heart attack หรอกน่า ลองคิดดูสิมันจะเป็นอะไรไปถ้าเราโดยเฉพาะคนไทยที่จะประกาศให้ทั้งโลกรู้ว่าฉันกินอะไร ฉันอยู่ที่ไหน หรือแม้แต่ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ก็เวลาเราทักทายกันตามธรรมเนียมไทยเราก็มักจะถามว่า กินข้าวหรือยัง? กินข้าวกับอะไร? ไปไหนมา?

โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดตอนนี้ก็ยังมีตะโกนถามกันแบบนี้อยู่ ต้องขอบคุณ Social Networking และ photo-sharing app ทั้งหลายที่ช่วยให้การทักทายของเรามันง่ายแค่ปลายนิ้ว แถมไม่ต้องออกแรงตะโกนถามแม่ไอ้แดงข้างบ้าน เพราะเรายินดีประกาศก้องให้ชาวโลกรู้ว่า บัดนี้ข้ากินแกงฮังเลอยู่แถวบางรัก(ทราบแล้วเปลี่ยน กด like แจก❤ แล้วก็ retweet ไปแล้วนะเธอวว์)

ภารกิจระดับชาติ

การแชร์รูปอาหารนั้นมันจะมีฟังก์ชันเดียวกันหรือต่างกับการทักทายหรือไม่ หรือเราโพสรูปอาหารเพื่ออะไร? ถ้ามองกันแบบทื่อๆแล้ว การถ่ายรูปอาหารแล้วโพสแชร์ มันก็ = ถ่ายรูป + แชร์รูป แต่ถ้ามันจะมีอะไรมากกว่านั้น เจ้าตัวคนแชร์รูปน่าจะเป็นผู้ตอบได้ดีที่สุด การถ่ายรูปอาหารโดยเฉพาะในร้านอาหารนั้นมีบางคนมองว่าเป็นการรบกวนลูกค้าคนอื่น ซึ่งตอนนี้มีร้านอาหารบางแห่งในนิวยอร์กมีประกาศห้ามลูกค้าถ่ายรูปอาหารในร้านอาหารของตนเนื่องจากอาจจะทำให้ลูกค้าในร้านคนอื่นๆรำคาญ แต่ก็มีบางร้านเหมือนกันที่อาศัยจังหวะนี้เข้าทำโปรโมชั่นเพิ่มยอดขายของร้านตัวเอง เช่นร้าน Comodo ในนิวยอร์กได้สร้าง Instagram menu โดยขอให้ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านถ่ายรูปอาหารและใส่ #comodomenu จากนั้นก็มีการสร้างเมนูอาหาร Instragram Menu ของทางร้านขึ้นมาโดยจะมีทั้งรูปของทางร้านเองและรูปที่ลูกค้าคนอื่นๆแชร์ผ่าน Instagram

The Instagram Menu

Instagram Menu – Comodo NYC

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือน กรกฎาคม 2556 Canadian Obesity Summit ที่แวนคูเวอร์มีการจัดประชุมโดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึงโรคเกี่ยวกับการกินที่ผิดปกติและบทบาทของอาหารกับวัฒนธรรม โดยหัวข้อหนึ่งในการพูดคุยกัน คือ การหมกมุ่นกับการถ่ายรูปอาหารและแชร์รูป ไม่ว่าจะผ่าน Twitter Instagram หรือ Facebook เป็นต้น โดย Dr. Valerie Taylor,  chief of psychiatry ประจำ Women’s College Hospital แห่ง the University of Toronto อธิบายว่าการหมกมุ่นกับการถ่ายรูปและแชร์รุปอาหาร โดยเฉพาะถ่ายแต่อาหารโดยไม่สนใจอยากถ่ายอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บรรยากาศ หรือผู้ร่วมโต๊ะอาหาร คือเอาเป็นว่าจะ เน้น เน้น แต่รูปอาหารกันไปเลย อาการนี้อาจบ่งชี้ถึงปัญหาใหญ่ โดย Dr. Taylor กล่าวว่ามีคนไข้ของเธอบางคนมีปัญหาถึงขั้นไม่สามารถหยุดสนใจเรื่องอาหารได้ เช่น จะกินอะไรดี ตอนนี้กำลังกินอะไร แล้วมื่อต่อไปจะกินอะไรดี

I eat, therefore I foodstrgram, got it?

ในขณะที่รายการ ‘Dangers’ of Food Porn on Dr. Oz มีการเชิญแขกรับเชิญ 3 ท่านที่กรากกรำอยู่ในวงการ Food Porn (คืออาหารหน้าตาดีเซกซี่นั่นเอง) มาสนทนากันว่าการดูรูปอาหารหน้าตาดีเป็นประจำเป็นอันตราย และจะทำให้สังคมนี้อ้วนอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่แขกรับเชิญทั้งสามท่านลงมติเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่จริ๊ง ไม่จริง” (เอ๊ะ…หรือมันอาจจะจริงสำหรับบางคน หรือไม่จริงสำหรับบางคนก็ได้นะ อันนี้สรุปยากมาก)

อ้วนเพราะดู Food Porn?

 คลิก ชมรายการ ‘Dangers’ of Food Porn on Dr. Oz

รายการแนวล้อกันเล่น YouTube’s “Hungry” channel ได้ลองไปแกล้งขอถ่ายรูปอาหารของคนแปลกหน้ามี่ไม่เคยรู้จักกันเลย อยู่ดีๆก็เดินไปขอถ่ายเฉยๆอย่างนั้นแหละ เป็นที่น่าสังเกตุว่าคนส่วนใหญ่ยินดีให้ถ่าย นี่แสดงว่าการถ่ายรูปอาหารในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นปกติไปแล้วหรือเปล่า จะขอถ่ายรูปอาหารของคนไม่รู้จักจะเป็นอะไรไป และการจะยอมให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาถ่ายรูปอาหารที่เรากำลังหม่ำก็ไม่เห็นแปลกสักเท่าไหร่

Instagramming Strangers’ Food Prank

เอาเป็นว่า คุณจะแชร์รูปอาหารจนป่วยหรือไม่ ไม่ว่าจะจิตป่วย หรือ กายป่วย … ช่วยตอบตัวเองก่อนก็แล้วกันนะคะ

ไปแล้วค่ะ จะรีบไปโพสรูปอาหารเย็น🙂

เรียบเรียงจาก

As Restaurants Ban Photos, Some Worry About The End Of Food Porn

Instagramming Your Food May Signal Bigger Problem, Researcher Says

Dr. Oz Says Food Porn Is Making Us Fat — We’re Not Buying It

Eat Me with Your Eyes … ติดตามอิ่มเอมกันได้ที่

Followme on Twitter @FoodWriterBlog
Facebook : Facebook.com/FoodWriterBlog
Pin me : Pinterest.com/FoodWriterBlog
Read me : FoodWriterBlog.wordpress.com

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: